ตอนที่ 1 สู่ต้นกำเนิดแม่น้ำคงคา
ผู้แสวงบุญเดินทางไปต้นน้ำคงคา
หลังจากอยู่ที่ฤาษีเกศได้สองวัน ฉันก็ออกเดินทางต่อ มุ่งหน้าสู่ต้นน้ำคงคา ถนนไต่ระดับวกวนไปตามเทือกเขาสูงชัน เลาะเลี้ยวไปตามเส้นทางที่เห็นแม่น้ำคงคาไหลเชี่ยวกรากอยู่เบื้องล่าง กระแสน้ำไหลรุนแรงอย่างน่ากลัวเพราะไหลลงจากเทือกเขาสูงตลอดเวลา ซึ่งคนนำทางบอกว่า กระแสน้ำแรงมากจนกระทั่งไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้ แม้แต่การปั่นกระแสไฟฟ้า
ตลอดเส้นทางฉันพบผู้จาริกแสวงบุญเดินแบกภาชนะใส่น้ำติดตัวไปด้วยเป็นระยะๆ อย่างไม่ย่อท้อ และฉันก็มีโอกาสได้แวะทักทายกับผู้แสวงบุญกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินลงมาจากเขา
ซึ่งคุณเนห์รู คนนำทางชาวอินเดียได้แปลให้ฟังว่า “พวกเขามาจากเมืองมีรัต (Meerut) อยู่ห่างออกไปเกือบสองร้อยกิโลเมตร มากันสิบคน เดินเท้ามาสิบห้าวันแล้ว เขาจะเอาน้ำกลับไปทำพิธีที่หมู่บ้านครับ”
พวกเขายังบอกอีกว่า กว่าจะถึงต้นน้ำนั้นยากลำบากมาก แต่คนในหมู่บ้านจำเป็นต้องใช้น้ำจากต้นน้ำคงคาเท่านั้นในการทำพิธีกรรมต่างๆ ถ้าไม่มีน้ำก็ทำพิธีไม่ได้ ตอนนี้เขาก็ต้องรีบเดินกลับไปหมู่บ้านให้ทันพิธีที่จะมีขึ้นในอีกสิบวันข้างหน้า
ถนนไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ สองข้างทางเริ่มดูแปลกตา ไม่เหมือนอินเดียที่ฉันเคยเห็น ที่นี่เต็มไปด้วยป่าสนหนาแน่นอุดมสมบูรณ์ ถนนยังคงลัดเลาะไปตามไหล่เขาที่มีสายน้ำคงคาไหลเชี่ยวอยู่เบื้องล่าง มีชุมชนเล็กๆ แทรกตัวอยู่ตามเส้นทางเป็นระยะ หลายแห่งทำที่พักง่าย ๆ ไว้เพื่อให้ผู้แสวงบุญได้พักผ่อน หลังจากการเดินทางอันทรหด ยิ่งเข้าใกล้ต้นน้ำ ผู้แสวงบุญก็ยิ่งมาก ทุกคนจะสวมใส่เสื้อผ้าสีส้มกันทั้งนั้น ทำให้โลกเบื้องหน้าฉันแทบจะกลายเป็นสีส้มไปเสียแล้ว
เมืองคงคาทรี
เมืองคงคาทรี
สองวันเต็มที่ฉันนั่งรถเลาะเลี้ยวไต่ระดับความสูงที่ดูเหมือนจะไม่จบสิ้น ในที่สุดเราก็มาถึงเมืองคงคาทรี เมืองเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยที่ความสูงกว่า 3,000 เมตร เมืองนี้ตั้งอยู่ข้างธารน้ำตกขนาดใหญ่ ที่มีมวลน้ำมหาศาลไหลลงสู่หุบเหวเบื้องล่าง ส่งเสียงคำรามอย่างน่าสะพรึงกลัว ในสมัยโบราณที่นี่เคยเป็นจุดแรกที่แม่น้ำคงคาผุดขึ้นมาจากธารน้ำแข็ง แต่ปัจจุบันธารน้ำแข็งได้ถอยร่นขึ้นไปถึงบริเวณที่เรียกว่าโคมุข ซึ่งอยู่ห่างขึ้นไปอีก 19 กิโลเมตร
ที่นี่มีวัดฮินดูเก่าแก่อยู่วัดหนึ่ง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำคงคา อายุราว 200 ปี เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้แสวงบุญชาวฮินดูจะต้องมาทำพิธีบูชาก่อนจะเดินทางไปยังต้นน้ำ
วัดฮินดูในเมืองคงคาทรี
จากคงคาทรีไปต้นกำเนิดแม่น้ำคงคาที่โคมุขต้องเดินเท้าหรือขี่ฬ่อไปเท่านั้น ฉันเลือกที่จะขี่ฬ่อไป เพราะกับความสูงระดับนี้ คงเสี่ยงเกินไปสำหรับคนพื้นราบอย่างฉันที่จะเดินขึ้น มานซิงห์คนนำทางเร่งให้ออกเดินทางแต่เช้า เพื่อจะได้ไปถึงจุดที่พักแรมก่อนค่ำ
หนทางบางช่วงค่อนข้างอันตรายเพราะเป็นทางเดินแคบๆ ชิดขอบเหวลึก ขณะที่อีกด้านหนึ่งเป็นหน้าผาสูงชันและมักมีหินร่วงลงมาเสมอ
ตลอดทางฉันพบผู้คนเดินสวนทางลงมา พวกเขามีน้ำศักดิ์สิทธิ์ติดมือลงมาด้วย มากเท่าที่จะถือได้ ดูพวกเขาเหมือนไม่มีความเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย และหลายครั้งทีเดียวที่ฉันต้องลงเดินเพื่อข้ามลำธารเล็กๆ ที่มีน้ำไหลเชี่ยวกราก จนฬ่อเองก็แทบจะเดินไม่ไหว
ต้องเดินเท้าหรือขี่ฬ่อไปเท่านั้น
ผู้แสวงบุญเดินสวนทางลงมา พวกเขามีน้ำศักดิ์สิทธิ์ติดมือลงมาด้วย
6 ชั่วโมงเศษฉันก็มาถึงโบวาซา จุดพักแรมระหว่างทาง โคมุขอยู่ห่างจากจุดนี้ออกไปอีกเพียง 4 กิโลเมตรเท่านั้น บริเวณนี้เป็นที่ราบเล็กๆ ล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาหิมะ ผู้แสวงบุญส่วนใหญ่จะมาตั้งแคมป์พักกันที่นี่ ก่อนที่จะออกเดินทางขึ้นไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในวันรุ่งขึ้น
ขณะที่พักอยู่ที่โบวาซา ฝนตกปรอยๆ ตลอดเวลา หมอกจัดจนมองไม่เห็นอะไรเลยแม้แต่เต็นท์ที่อยู่ใกล้ๆ กัน เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะถ้าฝนไม่หยุด เราก็คงกลับลงไปไม่ได้แล้วเพราะระดับน้ำในลำธารจะขึ้นสูงมาก
และที่สำคัญ น้ำฝนจะชะดินและหินจากหน้าผาให้ร่วงลงมาปิดทางเดิน มานซิงห์คนนำทางของเราบอกว่า ตอนนี้เริ่มเข้าหน้าฝนแล้ว ฝนจะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าเราตัดสินใจกลับตอนนั้นก็ยังทัน ก่อนที่น้ำจะขึ้นสูงไปกว่านี้ แต่เราก็จะไม่ได้เห็นต้นน้ำคงคา หรือเราจะรอจนวันรุ่งขึ้น ฝนอาจจะหยุด ฟ้าเปิด เราก็จะได้เดินทางต่อไปถึงต้นแม่น้ำ แล้วรีบกลับลงมาก่อนฝนจะเริ่มตกลงมาอีกจนทำให้ดินหน้าผาทลายลงมา
แต่ถ้าฝนยังตกต่อเนื่อง เราก็หมดสิทธิ์กลับ อาจต้องติดอยู่ในหุบเขานี้อีกหลายวัน
ในที่สุดเราก็เสี่ยงที่จะอยู่ต่อ ด้วยความอยากไปถึงต้นน้ำให้ได้
ตลอดทั้งคืนเราได้แต่ภาวนาให้ฝนหยุด
ในที่สุดฝนก็หยุดตกจริงๆ
ที่มา จากหนังสือ "ตามรอยพระพุทธเจ้า"
|